ภูเรือในห้วงความทรงจำ EP.1 - หนึ่งเดือนครึ่งท่ามกลางขุนเขา ชีวิตหลังถูกเลย์ออฟ

ชีวิตการทำงาน IT Product Owner ของผมในปี 2025 จบลงที่เดือนสิงหาคมเท่านั้น เหตุผลเพราะบริษัทที่ทำงานอยู่นั้นมีนโยบายลดคน และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงาน หวยงวดนี้เลยมาลงที่ผมและเพื่อน ๆ บางคนที่มีอันต้องระเห็จระเหินออกจากบริษัทไปโดยที่ไม่ได้เป็นคนร้องขอ
ประสบการณ์ของการเลิกจ้าง (Layoff) นั้นถือว่าแปลกใหม่ ไม่เหมือนกับรสชาติหมูปิ้งสองไม้ ข้าวเหนียวหนึ่งห่อที่มักจะซื้อประจำก่อนเข้าออฟฟิศ เพราะมันรวดเร็ว ร้อนแรง และเฉียบขาด เสมือนคนเคยรักที่เดินจากกันไปโดยไม่เหลือเยื่อใย ไม่มีแม้แต่จะมองหันหลังกลับมา มีแต่เดินหน้าและทิ้งเรื่องราวทุกอย่างไว้เป็นอดีตในเบื้องหลัง
ผมได้รับการเรียกเข้า "ห้องเย็น" เพื่อพูดคุยกับฝ่ายบุคคลในช่วงเช้า ได้รับแจ้งให้ออก พอตอนบ่ายผมก็กลายเป็น "มนุษย์ตกงานน้องใหม่" ชื่อตำแหน่งเท่ ๆ ที่ไม่ค่อยมีใครอยากน้อมรับไว้
ก่อนมาทำงานสายไอทีผมเป็นพนักงานฝ่ายบุคคลมาก่อนหลายปี ทุกความเคลื่อนไหวของบริษัทในช่วงที่ผ่านมาทำให้ผมอนุมานได้ทันทีว่า จะต้องมีใครสักคนต้องออกจากที่นี่ ไม่ว่าช้าหรือเร็ววันนั้นจะคืบคลานมาถึง
ปีนี้ถือเป็น "ปีทอง" ของการเลิกจ้างและลดคนของบริษัทเอกชนทั้งในไทยและต่างประเทศก็ว่าได้ ไม่ว่าจะแรงกดดันทั้งจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังซบเซา และเทคโนโลยี AI ที่เข้ามามีบทบาทในสถานที่ทำงานเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
พอมองไปรอบ ๆ ตัว ก็พบว่าเพื่อน ๆ คนรู้จัก 3-4 คนจาก 10 คนก็อยู่ในสถานะไม่ต่างกัน ถ้าการต้องสวมแมสก์ ใช้เจลล้างมือในช่วงโควิด-19 ระบาดหนัก การต้องรับมือกับสถานการณ์ในลักษณะนี้คงเป็น New Normal ที่ต้องเรียนรู้และเข้าใจในช่วงเวลาต่อจากนี้ไม่ต่างกัน
ผมไม่ใช่แฟนบอลทีมลิเวอร์พูลแต่ก็นึกถึงคำพูดที่กล่าวว่า "You’ll never walk alone" แปลว่า คุณจะไม่มีวันเดินอย่างเดียวดาย เพราะตรงนี้ก็มีผมที่มีสภาพไม่ต่างจากคุณเดินเป็นเพื่อนอยู่อีกคน
---
เก็งข้อสอบแม่นอย่างกับจับวาง
สองอาทิตย์ก่อนถูกเลย์ออฟ ผมส่งข้อความไปหาพี่หนูดีว่าจะขอเช่าบ้านหลังเล็ก ๆ สักหลังอยู่ที่ภูเรือ ผมมั่นใจมากในตอนนั้นว่าผมกำลังจะว่างงาน ก็เลยพยายามหา "ทางหนีทีไล่" เตรียมเอาไว้ จะไปใช้ชีวิตอยู่ที่โน่นสักสามเดือนตามแผนแรก
ผมไม่ได้มีภาระมาก ไม่มีบ้านต้องผ่อน มีรถต้องเช่า ไม่ได้ไปเอาตังค์จากพวกหมวกกันน็อก ไม่ได้แต่งงาน ไม่มีเมีย ไม่มีลูก แม้แต่ลูกหมาลูกแมวผมก็ไม่มี ดังนั้นพอว่างปุ๊บผมจะคิดเรื่องเที่ยวก่อน
ส่วนหนึ่งเพราะผมเคยเที่ยวยาว ๆ มาแล้วในทริปขี่มอเตอร์ไซค์ทั่วประเทศ 90 วัน และได้ค้นพบว่าการได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการเมื่อมีโอกาส มันได้สร้างพลังงานบวกให้ผมอย่างมหาศาลหลังจากจบทริป ครั้งนี้ผมก็ตั้งใจจะทำในสิ่งเดียวกัน
พี่หนูดี เป็นภรรยาของพี่ศานนท์ อดีตหัวหน้าเก่าของผมสมัยยังทำงานเป็นพนักงานต้อนรับในโฮสเทล พี่ศานนท์ผู้เป็นชาวกรุงแต่งงานไปเป็นเขยที่อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ผมจึงมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับภูเรือมากขึ้นแบบงง ๆ เคยไปเที่ยวที่บ้านพี่หนูดีครั้งหนึ่งเมื่อต้นปี 2024 แต่ตอนนั้นผมมีเวลาค่อนข้างน้อย ก็เลยคิดมาตลอดว่าถ้ามีโอกาสจะต้องกลับไปอีกให้ได้ อยากไปใช้ชีวิตช้า ๆ ไม่ต้องรีบร้อน ซึมซับบรรยากาศ ไปอยู่ให้นานกว่านี้
บ้านพี่หนูดีสวยงามมาก มีควาย มีนา มีบ้านไม้ และอยู่ท่ามกลางขุนเขาในธรรมชาติแบบฉบับของภูเรือ การเจรจาต่อรองในครั้งนี้เป็นไปในแบบ "ลดแลกแจกแถม" ที่เจ้าของบ้านขาดทุนยับ เพราะพี่หนูดีบอกว่ามาได้เลย และจะไม่คิดค่าเช่าด้วย
หากแต่บ้านที่จะให้ไปอยู่มันเก่าหน่อยเพราะไม่ได้เข้าไปดูแลนานมากแล้ว บ้านหลังนี้เป็นบ้านไม้เก่ามีใต้ถุนอยู่ตรงปลายนา ผมมีหน้าที่ต้องไปทำความสะอาดขัดสีฉวีวรรณเอาเอง แล้วจะอยู่นานเท่าไหร่ก็ได้ตามที่ต้องการ ผมรีบตอบรับ กล่าวขอบคุณและบอกพี่หนูดีว่า ถ้าจะไปเมื่อไหร่จะมาบอกอีกที
นั่นแหละครับ แค่สองอาทิตย์เท่านั้น แผนนี้ก็ถูกอนุมัติใช้จริงราวกับรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอันเนื่องมาจากเหตุอุทกภัย
---
เดินทางไปภูเรือ ด้วยรถมอเตอร์ไซค์คันดีคันเดิม
ผมไม่ลังเลอะไรทั้งสิ้น หยิบกระเป๋าจัดสัมภาระที่จำเป็นแพ็กบนหลังรถมอเตอร์ไซค์ Honda Wave 110i สีดำ คันดีคันเดิม ครั้งนี้ผมเรียนรู้จากทริปก่อน ๆ ว่า อะไรที่ไม่ได้ใช้ก็ไม่ต้องเอาไป เพราะจะทำให้รถทำงานหนัก คนขับก็เช่นกัน
Road Trip Touring ด้วยมอเตอร์ไซค์ การท่องเที่ยวในลักษณะนี้ต้องอยู่กับการยกแบกหาม ยกเข้าขนออกอยู่ตลอดเวลา ต้องขับรถไปไกลเป็นร้อย ๆ กิโล พอถึงจุดหมายก็ยกออกไปตั้งแคมป์ วันรุ่งขึ้นเลิกแคมป์ก็เก็บเข้าที่เดิม ขับรถเพื่อเดินทางต่อไป ถือเป็นที่น่าพึงพอใจ เพราะว่าน้ำหนักรถพร้อมสัมภาระสำหรับทริปนี้ของผมลดลงกว่าเดิมพอสมควรเลยจากแนวคิดนี้
หลาย ๆ คนไม่เคยไปเที่ยวอำเภอภูเรือ จะนึกภาพตามไม่ค่อยออก ภูเรือ เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเลย ถ้าดูตามแผนที่จะอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร 500 กิโลเมตรโดยประมาณ อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) มีชายแดนติดกับประเทศลาว
ภูมิประเทศมีลักษณะเป็นหุบเขา อากาศดีตลอดปี มีดอกไม้เมืองหนาวอันสวยงาม และมักได้รับการพูดถึงอยู่เสมอว่า เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีความหนาวติดอันดับของประเทศ
ผมไปเที่ยวภาคอีสานมาหลายจังหวัดมากในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา จังหวัดเลย และภูเรือไม่เหมือนใครเลย ผมชอบให้คำนิยามเอาเองว่า "มันคือภาคอีสาน คนพูดอีสาน แต่บรรยากาศรอบข้างทั้งหมดคือภาคเหนือ"
ตั้งใจจะเดินทางไปให้ถึงภูเรือตรงกับวันที่ 4 สิงหาคม 2025 ด้วยระยะทางขนาดนี้การจะขับขี่ให้ปลอดภัยในแบบฉบับของผมจะต้องใช้เวลา 3 วัน ดังนั้นผมต้องออกจากบ้านตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม ขี่บนเส้นทางหลักและทางรองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยระยะทางเฉลี่ยวันละ 150-200 กิโลเมตร ร่างกายจะไม่ล้า ได้มีเวลาเหลือเพื่อเที่ยวระหว่างทางอย่างสนุกสนานอีกด้วย
---
ไปลพบุรี เพชรบูรณ์ ก่อนจะถึงภูเรือ
น้องชายของผมเป็นวิศวกร ทำงานอยู่ที่ลพบุรี ผมจึงถือเอาที่นี่เป็นจุดพักแรกของทริป ระยะทางจากบ้านถึงลพบุรีไม่ไกลมาก ประมาณร้อยโลนิด ๆ ผมจึงขับไปถึงที่นั่นภายในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง
ผมชอบขับเส้นทางที่ไปออกจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่อำเภอเสนาก่อน เพราะรถไม่เยอะมาก ขี่สบาย จากนั้นค่อยขับเข้าจังหวัดอ่างทอง และลพบุรีตามลำดับ
ปีนี้คนอยุธยาน่าสงสารมาก ที่เสนา ผักไห่ สองข้างทางมีชาวบ้านขึ้นมากางเต็นท์อยู่เต็มไปหมด มองลงไปในพื้นที่ลุ่มต่ำเห็นน้ำท่วมบ้าน ท่วมวัด ท่วมทุ่งนา ที่น่าเศร้ายิ่งกว่าคือ ตอนขากลับผมกลับมาทางเดิมนี้ก็ยังท่วมกันอยู่ คิดแบบใจเขาใจเรา ไม่น่ามีใครต้องมาเผชิญภาวะน้ำท่วมซ้ำซ้อนแบบนี้เลย น้ำคงอยู่คงทนไม่ยอมโยกย้ายไปไหนสักที
น้องชายชวนผมไปเที่ยวที่ เขาจีนแล ช่วงเย็น ๆ หลังเลิกงาน ที่นั่นมีตลาดนัดเปิดใหม่คนเยอะทีเดียว มีร่มไม้ให้นั่งปิกนิก เราซื้ออาหารมากินกันเป็นมื้อเย็น นั่งคุยกันชิล ๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ มองเห็นทัศนียภาพเขาจีนแลเบื้องหลังไปด้วยทำให้เจริญอาหารขึ้นนิดหน่อย
เขาจีนแลในหน้าหนาวช่วงเดือนธันวา มีทุ่งทานตะวันอันลือชื่อ พอมันบานพร้อม ๆ กันแล้วสวยมากๆ ผมก็ยังไม่เคยมาช่วงนั้นเหมือนกัน เคยเห็นแต่ในรูปถ่ายที่เขาลงกันในโซเชียล
นอนพักเอาแรงหนึ่งคืนที่ห้องน้องชาย วันรุ่งขึ้นก็เดินทางต่อไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์ วันนี้จะต้องขี่รถทางไกลแตะหลัก 250 กิโลเมตร แผนของวันนี้คือ ผมตั้งใจไปตั้งแคมป์ให้ใกล้ตัวเมืองมากที่สุด เพราะจะได้ไม่ไกลจากถนนสายหลักที่จะไปภูเรือ นั่นคือถนนหมายเลข 21 ภูเรือ-หล่มสัก
นั่งหาข้อมูลก่อนออกเดินทางก็พบว่า อุทยานแห่งชาติตาดหมอก อยู่ห่างจากตัวเมืองเพชรบูรณ์แค่ 20 กิโลเท่านั้น ที่นั่นมีลานชมดาว ลานกางเต็นท์ที่ตอนกลางคืนจะมองเห็นดวงดาวได้ โดยระหว่างทางผมจะไปแวะที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เขาคลังนอก อำเภอศรีเทพก่อน
เขาคลังนอกนี้ดูเผิน ๆ เหมือน "มหาพีระมิดกีซา" ที่ประเทศอียิปต์เลย พอมีคนไปเดินเทียบสเกลทำให้เห็นเลยว่า มันใหญ่โตมโหฬารมากๆ เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ ๔ ของประเทศไทย
แดดวันนี้ร้อนแรงสุด ๆ และการขี่มอเตอร์ไซค์ทางไกลในบรรยากาศเช่นนี้ก็ทำให้อ่อนเพลียมาก ผมขับรถผ่านอำเภอพัฒนานิคม มองเห็นเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ทางขวามือ มองเห็นเขาพญาเดินธงทางซ้าย ผมเคยมาเที่ยวทั้งสองที่นี้แล้วเมื่อหลายเดือนก่อน ขับเรื่อยไปจนถึงอำเภอชัยบาดาล ก่อนจะเข้าสู่อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ บอกลาจังหวัดลพบุรีอย่างเป็นทางการ
จุดหมายแรกอยู่ไม่ไกลแล้ว ก่อนถึงเมืองโบราณศรีเทพผมจับสังเกตเสียงของเครื่องยนต์ที่ดูแปลกไป จึงจอดรถข้างทางเพื่อเช็กน้ำมันเครื่อง แล้วก็เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ เปิดฝาครอบมองเห็นน้ำมันเครื่องที่เริ่มเหือดแห้ง ก็เลยขี่หาร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์แถวนั้นเพื่อเปลี่ยนถ่าย
สมัยก่อนผมจัดอยู่ในมนุษย์จำพวก "ขับรถอย่างเดียว ไม่ดูแล ถ้าพังก็ซ่อม" ผมเคยขี่รถจนน้ำมันเครื่องแห้งสนิท ลูกสูบติดขัด เครื่องพังยับอยู่กลางถนนราชพฤกษ์ขาเข้ากรุงเทพมหานคร ต้องซ่อมกันเหนื่อยกว่าจะหาย เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน ผมเรียนรู้และเตือนตัวเองเสมอว่า จะไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้ว ครั้งเดียวก็เกินพอ
“นี่มาจากสุราษฎร์เลยเหรอน้อง” นั่นเป็นประโยคที่ผมคุ้นเคย เวลาขี่รถคันนี้ไปออกทริปเที่ยวทางไกล
รถคันนี้เดิมเป็นของแม่ ต่อมาจึงเป็นของผม แต่ทั้งแม่ทั้งผมและรถคันนี้มีเหมือนกันคือ ชาติกำเนิดเป็นคนภาคใต้ เป็นชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี รถทะเบียนจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่หากเป็นชาวสุราษฎร์แบบเปิดเผยเพราะมีป้ายติดไว้ชัดเจน ไม่เหมือนกับตัวผมที่คนอื่นรู้ว่าเป็นคนใต้ เพราะฟังจากสำเนียงพูดภาษากลางแปร่ง ๆ ไม่เหมือนต้นฉบับ แต่จะให้รู้ว่าเป็นคนสุราษฎร์เลยก็คงต้องถามไถ่กันเพิ่มเติม ไม่แปลกที่ใครจะถามแบบนั้น คนทั่วไปอ่านป้ายทะเบียนก่อนเสมอเพื่อนเรียนรู้ว่าเขามาจากที่ไหน
“มาจากเมืองกรุง แต่เป็นคนสุราษฎร์ครับพี่” ก็ตอบไปอย่างนั้น ผมกำลังจะไปเขาคลังนอก พี่เจ้าของร้านเขาก็บอกว่า เป็นคนศรีเทพมาตั้งแต่เกิดยังไม่เคยเข้าไปข้างในเลย มีแต่ขับรถผ่าน ๆ ผมรับฟังก็ได้แต่อมยิ้ม ก็เลยบอกพี่แกไปว่า "เดี๋ยวผมเที่ยวเผื่อนะ ไม่ต้องห่วง"
---




มหาพีระมิดเขาคลังนอก แห่งเมืองโบราณศรีเทพ
ก่อนจะถึงเขาคลังนอก ผมไปเขาคลังในมาก่อนแล้ว นี่ไม่ใช่ว่าเพราะผมเคยมาที่นี่แล้วเมื่อครั้งอดีต แต่เป็นเพราะว่า "ขับรถหลง" ผมขี่รถอยู่บนถนน ตาก็ดูป้ายไปเรื่อย จนมาเจอป้ายเขียนว่า อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ก็รีบเลี้ยวเข้าไปเลย
ในอินเทอร์เน็ตเขาบอกว่า เขาคลังนอกตั้งอยู่ภายในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ผมมั่นใจมาก ปรากฏว่าทั้งสองแห่งนี้ เขาคลังนอกและเขาคลังในอยู่คนละฟากฝั่งกัน ก็เลยต้องขี่รถออกมาทางเดิมอีกรอบ เพื่อจะไปถึงเขาคลังนอกให้ถูกต้อง
อากาศก็ยังร้อนระอุไม่หยุดในเวลาเที่ยงวัน เขาคลังนอกตั้งอยู่ในพื้นที่โล่ง ๆ ไม่ค่อยมีต้นไม้ปกคลุม ยิ่งรับรู้ถึงความร้อนนั้นเพิ่มเป็นเท่าทวีคูณ ผมจอดรถ แหงนมองไปตรง ๆ ด้านหน้า เห็นเขาคลังนอกตั้งอยู่เด่นตระหง่าน มันใหญ่โตมโหฬารมากๆ เหมือนกับในคลิปที่เคยดูมาเลย
ผมเดินไปรอบ ๆ ถ่ายภาพเก็บบรรยากาศ มีคณะทัวร์สูงวัยคณะหนึ่งอยู่ตรงนั้นด้วย มีไกด์คอยเล่าเรื่องราวของสถานที่นี้ เลยได้อานิสงส์แอบฟังแบบฟรี ๆ เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง วิชาโบราณคดีเป็นวิชาที่ผมโคตรไม่ชอบเลย เพราะรายละเอียดมันเยอะ เคยเห็นบางคนเก่งมาก รู้จนเข้าเส้น จนถึงขนาดที่ว่าหยิบเศษหิน ถ้วยชามขึ้นมาดูก็รู้แล้วว่า อยู่ในประวัติศาสตร์ช่วงไหน อารยธรรมอะไร เคารพคารวะในความเก่งกาจนั้นจริงๆ
เขาคลังนอก เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดย UNESCO เมื่อปี พ.ศ. 2566 เป็นมหาสถูปสมัยทวารวดีที่สร้างด้วยศิลาแลง มีฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสใหญ่โต สูงคล้ายพีระมิด และมีเจดีย์รายล้อม เป็นศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรมที่สำคัญของเมืองศรีเทพ แสดงถึงอิทธิพลอินเดียและชวา เป็นหนึ่งในโบราณสถานของไทยที่ได้รับการยกย่องระดับโลก
ตรงฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสนั้น มีทางเดินเป็นบันไดขึ้นไปข้างบนด้วย มีบันไดอยู่ทุก ๆ ด้าน พร้อมด้วยป้ายเขียนกำกับไว้ว่า “ห้ามเดินขึ้นไป” ผมก็เอ๊ะ เพราะเคยดูบางคลิป มันมีคนเดินขึ้นไปด้านบนได้ เจ้าหน้าที่บอกว่า ถ้าก่อนเป็นมรดกโลกคงทำแบบนั้นได้ แต่พอเป็นมรดกโลกแล้ว เขามีระเบียบชัดเจน ห้ามเดินขึ้นไปก็เป็นข้อห้ามหนึ่งที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
---

กางเต็นท์ที่ลานชมดาว อุทยานแห่งชาติตาดหมอก
ผ่านสองชั่วโมงที่เขาคลังนอก ผมกำลังเดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติตาดหมอก เพื่อตั้งแคมป์คืนนี้ เหลือระยะทางอีกประมาณ 130 กิโลเมตร ผมแวะพักแวะจอดรถเป็นระยะเพราะอ่อนเพลียจากความร้อนระอุของแสงแดด
ผมแวะซื้อมาม่า น้ำเปล่า ขนมนมเนย เอาไว้กินคืนนี้ ซื้อแก๊สกระป๋องหนึ่งกระป๋องแทนของเก่าที่หมดไปแล้ว และไม่ลืมจะต้องกดเงินสดติดกระเป๋าไว้ อุทยานแห่งชาติบ้านเราต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ค่าเข้า ค่ากางเต็นท์เป็นเงินสด ผมมีปัญหาหลายครั้งเพราะตัวเองไม่ค่อยชอบพกเงิน เป็นพวกสังคมไร้เงินสด หรือ Cashless Society แต่มาเที่ยวอุทยานแห่งชาตินี่ไม่ได้ ต้องพกไว้ เคยยืมเงินพี่ ๆ ที่เขามาเที่ยวเหมือนกันจ่ายแทนไปก่อน แล้วค่อยโอนคืนให้จึงรอดตัวไปทุกครั้ง
ผมเลี้ยวขวาจากถนนเส้นหลักเพื่อเข้าสู่ตัวเมืองเพชรบูรณ์ อีกประมาณ 20 กิโลเมตรก็จะถึงที่หมาย จากตรงนี้จะเห็นได้ชัดเจนมากว่าเพชรบูรณ์นั้นมีแต่ภูเขา ตัวเมืองตั้งอยู่ตรงกลาง มองไปทางซ้ายจะเห็นเขาค้อและภูทับเบิก มองไปทางขวาก็จะเห็นฝั่งตาดหมอกยาวไปจนถึงน้ำหนาว
ผมนึกถึงคอนเทนต์รูปภาพเล่าเรื่องของน้องผู้หญิงคนหนึ่งบน TikTok น้องเป็นคนเพชรบูรณ์ที่มีโอกาสได้มาเที่ยวกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก น้องเล่าแต่ละภาพได้น่ารักและน่าเอ็นดู ได้เห็นเมืองใหญ่ ตึกสูง ขึ้นรถไฟฟ้าครั้งแรก เป็นเรื่องราวความประทับใจของการได้มาเมืองกรุง น้องบอกว่ากรุงเทพฯ น่าอยู่มาก และถ้ามีโอกาสจะกลับมาอีก
โพสต์นั้นมีคนเข้ามาดูและคอมเมนต์เยอะมาก คนกรุงหลายคนบอกว่าคอนเทนต์ของน้องทำให้พวกเขาสงบนิ่งและฉุกคิด หลายคนมองว่าเพชรบูรณ์เองก็สวยงามน่าเที่ยว มีวัดผาซ่อนแก้ว มีภูทับเบิก มีภูเขาและทะเลหมอก บางคนบอกไม่ชอบกรุงเทพฯ รถติด คนเยอะ
แต่ถ้ามองดูให้ดีแล้ว แต่ละสถานที่ก็ต่างน่าอยู่ทั้งนั้น ดีคนละแบบ สวยคนละอย่าง ถ้าเราหัดคิดและมองในมุมนี้ การดำรงอยู่ในที่ใดที่หนึ่งก็คงมีความสุขมากขึ้น ไม่มองเฉพาะแง่ลบ แต่มีแง่บวกคอยเสริมเข้ามาเพื่อสร้างสมดุลด้วย ผมลืมเล่าไปอย่าง ผมก็เพิ่งเคยมาเพชรบูรณ์ครั้งแรกเหมือนกัน อย่างที่สองในบันทึกประวัติศาสตร์ เพชรบูรณ์ เกือบได้เป็นเมืองหลวงแทนกรุงเทพฯ ด้วย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สมัยนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม เนื่องจากเพชรบูรณ์ มีชัยภูมิที่เหมาะสม มีภูเขาล้อมรอบ ป้องกันการโจมตีทางอากาศได้ และอยู่กึ่งกลางประเทศ น่าเสียดายที่แผนการนี้ไม่สำเร็จเพราะฝ่ายค้านในสภาไม่เห็นด้วย ไม่งั้นกรุงเทพฯ ไม่ได้เฉิดฉายอย่างทุกวันนี้แน่นอน
ขี่รถต่อไปไม่นานมาก จากตัวเมืองเพชรบูรณ์ก็มาถึงลานชมดาว มองเห็นภูเขาสูงตั้งอยู่ตรงหน้าตั้งแต่อยู่บนพื้นราบ แว่วเสียงกระซิบบอกรถมอเตอร์ไซค์เพื่อนยากที่เหนื่อยมาทั้งวันแล้วว่า "ใกล้แล้ว แค่เราต้องขึ้นไปบนนั้น" ผมสับเกียร์หนึ่งเต็มที่ ค่อย ๆ เร่งความเร็วรถไต่เขาขึ้นไป ตรงทางขึ้นมีความชันพอสมควรแต่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงรถและคนขับ มีช่วงขี่บนถนนดิน ถนนขรุขระ กับสองข้างทางที่เป็นป่าทึบ และในที่สุดก็มาถึงที่หมาย
ตอนนี้เป็นเวลาเย็นย่ำบรรยากาศกำลังดี มีลมพัดเย็นสบาย ผมจอดรถไว้ตรงลานจอดรถแล้วรีบปลดสัมภาระเพื่อไปตั้งแคมป์ ลานชมดาวแห่งนี้ตั้งอยู่ในจุดที่มองเห็นทิวทัศน์รอบ ๆ ได้เกือบ 360 องศา ทำให้ไฮไลท์ของที่นี่คือการชมพระอาทิตย์ตก พระอาทิตย์ขึ้น เฝ้ามองทัศนียภาพของตัวเมืองเพชรบูรณ์ทั้งในเวลากลางวัน และแสงไฟของเมืองในยามค่ำคืน
จะมีก็แต่การดูดาวเท่านั้นที่พลาดไป เพราะคืนนี้ไม่ใช่คืนเดือนมืด จะมีแสงจันทร์คอยรบกวนไม่ให้มองเห็นดวงดาวได้ชัดเจนมากนัก ผมเลือกนอนเปล เพราะขี้เกียจกางเต็นท์ พรุ่งนี้กะว่าพอดูพระอาทิตย์ขึ้นเรียบร้อยก็จะเดินทางต่อไปทันที
หลัง ๆ มานี้ผมชอบนอนเปลมาก เปลนั้นมีน้ำหนักเบา กางง่ายเก็บง่าย เหมาะกับสายแคมป์น้อยอุปกรณ์ที่ต้องการเคลื่อนที่ไว แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ถ้าลมพัดแรงพอนอนแล้วจะรู้สึกหนาวกว่านอนเต็นท์ ถ้าฝนตกก็ต้องขึงทาร์ปเพิ่มอีกชั้นเพื่อกันฝน กับปัญหาด้านสุขภาพแผ่นหลังนี่ก็สำคัญ คือนอนเปลเยอะ ๆ จะปวดหลังมาก ทั้งหมดที่เล่านี้ ผมผ่านมาแล้วทั้งนั้น ถือเป็นผู้มีประสบการณ์โดยตรง ไม่ได้เป็นข่าวเต้า ข่าวนั่งเทียน
กางเปลเสร็จ ผมแกะชุดหม้อสนามกับแก๊สกระป๋องที่เพิ่งซื้อมา จุดไฟต้มน้ำร้อนเทใส่ถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแล้วปิดฝา ฉวยได้เก้าอี้แคมป์ปิ้งที่เตรียมมาก็ครบสูตรอุปกรณ์นั่งดูพระอาทิตย์ตก ผมเดินไปที่ริมผานั่งซดมาม่าพลาง รอดูพระอาทิตย์ตกพลาง ความเหนื่อยของวันนี้ใกล้ถูกรีเซตแล้ว เหลือแต่เพียงไปอาบน้ำเท่านั้น
พระอาทิตย์ตกที่นี่สวยงาม แสงไฟของเมืองในยามค่ำคืนเมื่อมองจากหน้าผาก็สวยมาก ควรค่าแก่การมาเยือนสักครั้ง พอฟ้ามืด ผมอาบน้ำรีบเข้านอน คืนนี้ลมไม่แรงมาก อากาศเย็นสบายกำลังดี ไม่ร้อน และไม่ได้มีแนวโน้มว่าจะฝนตก ดังนั้นแคมป์เปลของเราจึงสบายใจได้ว่ามันจะอยู่ดีไปจนถึงตอนเช้า
ผมนอนอยู่ในเปลมองเห็นแสงจากดวงจันทร์ มองเห็นแสงของดวงดาว มองกลุ่มดาวไถ ชี้ไปยังดาวเหนือที่คอยชี้ทางนำนักเดินทาง มองเห็นได้แต่ไม่ชัดเจนมากนัก คิดถึงเรื่องการเดินทางพรุ่งนี้นิดหน่อย ผมยังไม่แน่ใจว่าจะแวะเที่ยวที่ไหนบ้าง แผนการยังคลุมเครือเหมือนแสงดาวคืนนี้ ยังไม่ทันได้คำตอบก็ผล็อยหลับไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย
ตื่นอีกทีก็ตอนเช้าแล้ว ผมเห็นชาวแคมป์เริ่มออกมาดูพระอาทิตย์ขึ้น ผมก็ไปดูกับเขาด้วย ผมชอบที่นี่นะ ชิลดีมาก หากแต่ว่าแสงแดดที่ไล่หลังตามมาก็เอาเรื่องไม่แพ้กัน มันร้อนเอามากๆ ผมจึงรีบกลับไปเก็บของ ต้มมาม่าอีกกระป๋องกินเป็นอาหารเช้าเพื่อพร้อมเดินทางต่อไป
วันนี้จะไปถึงภูเรือแล้ว นี่จะเป็นความสำเร็จแรกของ "มนุษย์ตกงานน้องใหม่" ขี่มอเตอร์ไซค์ทางไกล 500 กิโลเมตรเพื่อไปถึงจุดหมาย เป็นคนตกงานที่ใช้ชีวิตได้อย่างเรียบง่ายและแข็งแกร่ง…
ติดตามตอนต่อไปที่ EP.2


